5 สิ่งที่ COVID-19 เข้ามาเปลี่ยน HR และการทำงานของเราไปอย่างสิ้นเชิง

เราได้เห็นแล้วว่า COVID-19 ได้ส่งผลกระทบต่อธุรกิจทั่วโลกและส่งผลต่อการบริหารงานของ HR และวิถีการทำงานของผู้คนไปตลอดกาล จากการระบาดของไวรัสโคโรน่าจากอู่ฮั่นตั้งแต่เดือนธันวาคมที่ผ่านมา ผู้คนทั่วโลกต่างได้รับผลกระทบ ตั้งแต่ยอดผู้เสียชีวิตที่พุ่งสูงขึ้นในแต่ละประเทศ ธุรกิจต่างล้มหายตายจากไปมากมายไม่ก็อยู่ในขั้นวิกฤติ

ในขณะเดียวกันรัฐบาลของแต่ละประเทศและองค์กรต่าง ๆ ก็พยายามหาหนทางที่จะควบคุมสถานการณ์การระบาด แต่เหตุการณ์ทุกอย่างก็ยังไม่มีอะไรแน่นอน ในตอนนี้บุคลากรด้านทรัพยากรบุคคลในทุกองค์กรต่างเผชิญกับความท้าทายในการจัดการระบบในองค์กรและต้องวางแผนรับมือกับสิ่งที่จะตามมาในอนาคต ดังนั้นวันนี้เราจึงรวบรวม 5 สิ่งที่ไวรัสโคโรน่าเข้ามาเปลี่ยนแปลงโลกของ HR ไปอย่างสิ้นเชิงเพื่อให้เหล่า HR ได้ตระหนักและหาวิธีตั้งรับให้ทัน

 

  1. การทำงานทางไกล หรือ Work from home

 

 

ต้องขอบคุณเทคโนโลยีที่ทำให้การทำงานทางไกลเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ในยุคนี้ โดยจากการวิเคราะห์การทำงานของทั่วโลกแล้ว มีความเป็นไปได้ว่า ในปีนี้บริษัท ⅔ ของทั้งโลกจะอนุญาตให้พนักงานทำงานจากที่บ้านได้ 

เมื่อมีเหตุบังคับให้วิถีการทำงานต้องเปลี่ยนไป  บริษัทต่าง ๆ ก็จะต้องเผชิญความท้าทายมากขึ้นกว่าเดิมในอนาคตอันใกล้ เพราะการทำงานจากที่บ้านอาจกลายเป็นวิถีการทำงานที่ถาวร หากยังมีการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่าต่อไปเรื่อย ๆ ในระยะยาว ผลที่ตามมานั้นคือคนจะเริ่มคุ้นชินกับวิถีการทำงานนี้และอาจไม่กลับไปทำงานในรูปแบบเดิมอีกต่อไป 

ความท้าทายสำหรับธุรกิจคือการปรับตัวให้เข้ากับการทำงานทางไกลของพนักงาน และต้องดำเนินการอย่างรวดเร็วเพื่อเลี่ยงการลดระยะเวลาการผลิตหรือการติดต่อสื่อสารที่ยืดเยื้อ ธุรกิจบางประเภทจะได้เปรียบมากกว่าธุรกิจอื่น แต่ก็จะได้รับผลกระทบมากน้อยต่างกันไปอยู่ดี เพราะแม้แต่บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่อย่าง Google Facebook Apple และ Twitter ก็ยังต้องปรับตัวเช่นกัน

 

  1. วัฒนธรรมองค์กรจะถูกนิยามใหม่

 

 

จากงานวิจัยของ Deloitte พบว่าผู้บริหาร 92% และพนักงาน 88% เชื่อว่า วัฒนธรรมการทำงานที่แตกต่างมีความสำคัญต่อความสำเร็จของธุรกิจ  แม้ว่านี่จะเป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งเท่านั้น แต่ในธุรกิจสมัยใหม่ หลายคนมองว่ามันเป็นสิ่งสำคัญที่สุดและละเอียดอ่อนที่สุดขององค์กร เพราะมันคือสิ่งที่สร้างวงจรที่แท้จริงระหว่างพันธกิจของบริษัท และพนักงาน แต่เพราะการระบาดของไวรัสโคโรน่า ผลักดันให้ระบบการทำงานทางไกลและการกำหนดความยืดหยุ่นในการทำงานขององค์กรมีเพิ่มมากขึ้น 

 

  1. การกระจายตัวของบุคลากร

 

 

การสรรหาบุคลากรและการรักษาบุคลากรเอาไว้เป็นสองสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับ HR ในช่วงปลายปี จากการสำรวจพบว่า  80% ของ CEO มีความกังวลต่อการเฟ้นหาบุคลากรที่มีคุณภาพตรงกับที่ธุรกิจต้องการ แต่ปัญหาเหล่านี้อาจจะยิ่งทวีคูณจากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่า ทำให้เกิดช่องว่างในการจ้างงานของบริษัท 

สิ่งที่เกิดขึ้นมาอย่างฉับพลันคือการสูญเสียพนักงานที่มีความสามารถไป โดยหลายองค์กรต้องลดพนักงานลงเนื่องจากการสูญเสียรายได้ และด้วยจำนวนของผู้ติดเชื้อยังคงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วใน แต่ละองค์กรอาจต้องเปลี่ยนวิธีการรับบุคลากรเพิ่มและการรักษาพนักงานที่มีอยู่ โดยอาจเพิ่มการจ้างงานพนักงานแบบสัญญาจ้างมากขึ้น 

  1. การมีส่วนร่วมในองค์กรของพนักงานภายใต้สถานการณ์ที่กดดัน

 

 

จากข้อมูลของ Mind บริษัทภายใต้ FTSE 100 ได้กล่าวว่า บริษัทที่ให้ความสำคัญกับสวัสดิภาพความเป็นอยู่ของพนักงานเป็นอันดับต้นๆนั้นทำผลงานได้ดีกว่าบริษัททั่วไปถึง 10% 

สิ่งนี้แสดงถึงการให้ความสำคัญของสวัสดิภาพความเป็นอยู่ที่ดีของพนักงานในยุคปัจจุบัน เพราะการเชื่อมโยงระหว่างคุณภาพชีวิตและความผูกพันของพนักงานในสถานที่ทำงานนั้นมีความเกี่ยวข้องที่ลึกซึ้ง โดย 35% ของพนักงานที่มีสุขภาพความเป็นอยู่ที่ดีนั้นจะมีความผูกพันกับองค์กรมากกว่าพนักงานอื่นถึง 35% 

มีหลายองค์กรได้ตระหนักถึงความสำคัญของความสัมพันธ์นี้ และได้ดำเนินมาตรการฉุกเฉินที่เหมาะสมเพื่อรับมือกับเหตุการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่า ตัวอย่างเช่น Wallmart ได้ประกาศนโยบายลาฉุกเฉินสำหรับพนักงาน เพื่อให้มั่นใจได้ว่าพนักงานจะได้รับการสนับสนุนจากบริษัทในทุกกรณี

อย่างไรก็ตามก็ยังมีอีกหลายบริษัท ที่ยังคงสงสัยในศักยภาพของไวรัสโคโรน่านี้ โดยละเลยที่จะใช้มาตรการดังกล่าวและพยายามดำเนินการตามปกติ  ส่งผลให้พนักงานในบริษัทเหล่านี้รู้สึกท้อแท้ผิดหวังกับนายจ้างที่ไม่ให้ความสำคัญกับสวัสดิภาพของพวกเขาในช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้

 

5. ยุคใหม่ของการทำงานแบบยืดหยุ่น (Flexi-working)

 

 

แนวคิดของชั่วโมงการทำงานที่ยืดหยุ่นเป็นหนึ่งในเทรนด์การทำงานที่มาแรงในปัจจุบัน และได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างทวีคูณ แต่หลายองค์กรก็ยังไม่เปิดใจให้กับวิถีการทำงานในลักษณะนี้ เช่น ในบริษัทในประเทศอังกฤษกว่า 58% ของบริษัท ไม่ได้อนุญาตให้พนักงานทำงานแบบยืดหยุ่นเวลาได้ แต่ด้วยการระบาดของ COVID-19 กลายเป็นสถานการณ์บังคับให้หลายบริษัทจำเป็นต้องนำระบบนี้มาใช้ และทำให้เจ้าของธุรกิจต้องปรับตัว มาทำความเข้าใจกับการนำระบบการทำงานแบบยืดหยุ่น

เรารู้ดีว่าสถานการณ์เช่นนี้เป็นเรื่องลำบากสำหรับทุกคน โดยเฉพาะ HR และองค์กรที่ต้องปรับตัวและระบบโดยฉับพลัน โดยให้พนักงานส่วนใหญ่ทำงานจากที่บ้าน สำหรับบางองค์กรแล้วเป็นเรื่องที่ไม่เคยมีมาก่อนและอาจสร้างความกังวลเรื่องประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานที่ทำงานที่บ้าน  ดังนั้นหากคุณเพิ่งเริ่มต้นหาโปรแกรมบริหารทรัพยากรบุคคลหรือระบบบริหารจัดการกะเวลาของพนักงานและไม่แน่ใจว่าระบบแบบไหนที่เหมาะสมกับธุรกิจของคุณ 

 

คุณสามารถปรึกษา Bytecrunch ฟรีได้ทาง 02 026 3297 หรือติดต่อ sales@byte-crunch.com เราพร้อมจะช่วยให้องค์กรของคุณเดินหน้าฝ่าวิกฤตินี้ไปด้วยกัน

อ้างอิง : [1]

Image credit : www.pixabay.com